2,278 Viewsในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๖ สังคมไทยต้องเผชิญกับปัญหาอย่างหนักในเชิงโครงสร้างที่สำคัญ ๒ ด้าน
ด้านหนึ่งเป็นปัญหาโครงสร้างรัฐราชการแบบรวมศูนย์ที่เติบโตจนผิดขนาดและนับวันก็ยิ่งด้อยประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาสังคมที่มีความสลับซับซ้อนไม่ว่าจะเป็นปัญหาการจราจร ปัญหาการระบาดของยาเสพติด ปัญหาการระบาดของโรคเอดส์ หรือแม้กระทั่งปัญหาการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจนมีการกล่าวกันว่า
“รัฐนั้นเล็กเกินไปสำหรับปัญหาใหญ่ ๆ และใหญ่เกินไปสำหรับปัญหาเล็ก ๆ"
ด้านที่ ๒ เป็นปัญหาโครงสร้างระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วและนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมที่ทำลายฐานทรัพยากรธรรมชาติ การเกิดวิกฤตเศรษฐกิจตั้งแต่ปลาย พ.ศ. ๒๕๔๐ และผลกระทบที่เกิดตามมาเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า ทั้งโครงสร้างอำนาจรัฐและอำนาจทุนไร้ประสิทธิภาพโดยสิ้นเชิงในการแก้ปัญหาอันสลับซับซ้อนที่สังคมไทยกำลังเผชิญอยู่
ฝ่ายประชาชนหรือที่เรียกกันว่า ภาคประชาสังคม นั้นก็ไม่มีแนวโน้มที่จะรวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มเพื่อดำเนินการหรือแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาในชุมชนใกล้ตัวหรือปัญหาระดับประเทศ แต่ยังคงเรียกร้องให้รัฐเข้ามาช่วยเหลือและแทรกแซงในปัญหาทั้งปวง โดยถือว่าหน่วยงานของรัฐมีหน้าที่แก้ไขปัญหาของประชาชนเมื่อมีรัฐที่ไร้ประสิทธิภาพในการจัดการกับปัญหาความอ่อนแอของชาติในฐานะหน่วยใหญ่ที่สุดทางสังคม จึงเกิดขึ้นในขณะที่ภาคธุรกิจเอกชนก็มุ่งหวังจะกอบโกยแต่ผลประโยชน์และฝ่ายประชาชนก็ไม่ได้กระตือรือร้นที่จะจัดตั้งกลุ่มเพื่อจัดการกับปัญหาที่ตัวเองกำลังประสบอยู่ จึงเกิดคำถามว่าสังคมไทยจะก้าวไปในทิศทางใด เพราะการหวังพึ่งรัฐอย่างที่เคยปฏิบัติหรือจะหวังพึ่งธุรกิจเอกชนสมัยใหม่ในการแก้ไขปัญหาสังคมก็เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากมาก ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะมีการกล่าวถึงการปฏิรูปภาครัฐและบรรษัทธรรมาภิบาล (good corporate governance) กันมาบ้างแล้วก็ตาม
หนทางข้างหน้า : สร้างสมดุลใหม่ให้แก่สังคม
ปัญหาและเหตุปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้นได้กลายเป็นที่มาของประเด็นการโต้แย้งและเป็นจุดเริ่มต้นของการนำเสนอแนวคิดที่จะเพิ่มอำนาจให้แก่ฝ่ายประชาชนหรือที่เรียกกันว่า ภาคประชาสังคม ขณะเดียวกันก็ต้องลดบทบาทและจำกัดอำนาจของภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชนให้น้อยลง ซึ่งเห็นได้จากกระแสการปฏิรูปการเมืองภายหลังเกิดเหตุการณ์จลาจลเมื่อกลางเดือนพฤษภาคม
พ.ศ. ๒๕๓๕ ถือได้ว่า เป็นจุดหักเหที่สำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองไทยผลในเชิงรูปธรรมก็คือการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่พยายามจะทำให้ระบอบประชาธิปไตยเป็นประชาธิปไตยที่ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรงมากยิ่งขึ้น โดยพยายามขยายสิทธิของประชาชนเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นให้ "ประชาชน" (people) มีฐานะเป็น "พลเมือง" (citizen) ที่มีความตื่นตัวและมีความพร้อมที่จะจัดการและดำเนินการเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสาธารณะบางอย่างด้วยตัวเอง โดยในบางเรื่องจัดการร่วมกัน ในฐานะของกลุ่มองค์กร ชุมชน สถาบันวิชาชีพ และในบางเรื่องก็จัดการร่วมกับรัฐ
การจะสร้างชุมชนและประชาสังคมให้เข้มแข็งได้ ต้องอาศัยองค์ประกอบต่าง ๆ ดังนี้
โครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ (civic infrastructure) และช่องทางการสื่อสาร คือ เงื่อนไขแรกที่จะทำให้สมาชิกในชุมชนและในประชาสังคมได้มีโอกาสพบปะเพื่อพูดคุยถึงปัญหาร่วมกันหรือเพื่อการสร้างความสัมพันธ์ต่อกัน ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยที่เป็นทางการ เช่น เวทีการประชุมสภาตำบล เวทีการประชุมเชิงวิชาการเฉพาะเรื่อง หรือเป็นการพูดคุยที่ไม่เป็นทางการ เช่น การสนทนาในร้านกาแฟ (สภากาแฟ) ในร้านหนังสือ ใต้ถุนบ้านวงส้มตำ เราเรียกพื้นที่ที่ก่อให้เกิดการพบปะพูดคุยกันนี้ว่า "พื้นที่สาธารณะ (public space)" ซึ่งส่วนใหญ่โครงสร้างพื้นฐานสาธารณะหรือพื้นที่สาธารณะมักจะอยู่ในรูปแบบที่ไม่เป็นทางการ เช่น งานเทศกาล งานบุญในศาลาวัด โบสถ์หรือมัสยิด งานแข่งขันฟุตบอลระหว่างหมู่บ้าน สิ่งเหล่านี้มิใช่เป็นเพียงเหตุการณ์ทางสังคมเท่านั้น หากแต่เป็นช่องทางการเชื่อมโยงคนเข้ากับชุมชนที่อาศัยอยู่การพบปะจะก่อให้เกิดการพูดคุยกันหลาย ๆ เรื่อง ตั้งแต่เรื่องราวในชีวิตประจำวัน ดินฟ้าอากาศ การทำมาหากิน ปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมที่มีร่วมกัน การเลือกตั้งระดับท้องถิ่นเช่น การเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้าน กำนัน องค์การบริหารส่วนตำบล ไปจนถึงการเลือกตั้งระดับชาติอย่างเช่น การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา
องค์ประกอบนี้เน้นไปที่กระบวนการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนและประชาสังคมในประเด็นสาธารณ ที่จะมีผลต่อชีวิตของคนในชุมชนและประชาสังคม กระบวนการมีส่วนร่วมนี้อาจจำแนกออกเป็นขั้นตอนต่าง ๆ ตั้งแต่การร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมตัดสินใจ ร่วมรับประโยชน์ และร่วมติดตามตรวจสอบ โดยทั้งหมดของทุกขั้นตอนต้องนำไปสู่เรื่องของการเรียนรู้ของชุมชนและประชาสังคมและหากถามว่าการเรียนรู้ดังกล่าวทำไมจึงจำเป็น อาจตอบได้ว่าเพราะคนแต่ละคนในชุมชนและในประชาสังคมมีประสบการณ์ที่แตกต่างกันจึงทำให้มีมุมมองต่างกัน เช่น เมื่อจะมีการตัดถนนใหม่ผ่านหมู่บ้าน เพื่อทำให้เราถึงเมืองได้อย่างรวดเร็ว แต่การตัดถนนนั้นจะต้องผ่านบ้านเพื่อนและบ้านญาติ ๆ ของเรา เรื่องแบบนี้มีผลกระทบทั้งในแง่บวกและลบมีทั้งผู้ได้รับผลประโยชน์และเสียผลประโยชน์
ในฐานะ “ชุมชน" หรือ "ประชาสังคม" จำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องราวทั้งหมดซึ่งจะทำได้โดยการพูดคุยและเรียนรู้ร่วมกับคนอื่น ๆ ที่เป็นสมาชิกในชุมชนเท่านั้น
ในชุมชนและประชาสังคมที่เข้มแข็งซึ่งมักมีวงสนทนาอย่างไม่เป็นทางการอยู่ทั่วไปตามสถานที่ต่าง ๆ นั้น หากเราสังเกตให้ดีก็จะพบ “ภาวะการนำ" การสนทนาในเรื่องต่าง ๆ อย่างมีชีวิตชีวา โดยภาวะการนำดังกล่าวเป็นความสามารถที่ไม่ได้ผูกขาดอยู่ที่ผู้ใดผู้หนึ่ง หากมีผู้นำผูกขาดในการนำเรื่องของส่วนรวมชีวิตในชุมชนและในประชาสังคมนั้นก็จะขาดชีวิตชีวาและสีสันและขาดการริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ผู้นำในความหมายนี้จึงมิได้มีไว้เพื่อทำหน้าที่ตัดสินความผิดหรือเป็นผู้ต่อต้านการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน แต่จะเป็นผู้ที่คอยแนะนำหรือคอยกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางเพื่อสร้างจิตสำนึกของการเป็นเจ้าของชุมชนของสมาชิกอย่างเต็มที่
สำหรับชุมชนและประชาสังคมที่เข้มแข็ง คนในชุมชนจะตระหนักหรือมีความคิดว่าอำนาจที่แท้จริงนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับการบัญญัติทางกฎหมายและไม่ได้อยู่ที่หน่วยงาน องค์กร หรือสถาบันของรัฐเท่านั้น แต่สามารถสร้างสรรค์ขึ้นได้จากตนเองและจากความร่วมมือกับผู้อื่น การมองว่าอำนาจเป็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวทุก ๆ คนนี้ มักจะนำไปสู่ความเชื่อมั่นที่ว่า "ประชาชนในท้องถิ่นเท่านั้น ที่สามารถแก้ปัญหาของท้องถิ่นได้" ความเชื่อมั่นนี้สะท้อนถึงความรับผิดชอบของตนต่อปัญหาของชุมชน สังคม และถือว่าตนเป็นเจ้าของชุมชนและสังคมนั้น
ในชุมชนและประชาสังคมที่เข้มแข็งนั้น ความสัมพันธ์ของคนอาจอยู่ในรูปขององค์กรหรือเครือข่ายทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการมักเป็นความสัมพันธ์ต่อกันในแนวนอนลักษณะความสัมพันธ์ดังกล่าว ก่อให้เกิดความซื่อสัตย์และไว้วางใจกันซึ่งจะก่อให้เกิดพลังขนาดใหญ่ในการเปลี่ยนแปลงและแก้ไขปัญหาของสังคมได้ ในขณะที่สถาบันและองค์กรต่าง ๆ ในชุมชนและประชาสังคม เช่น สถาบันการศึกษา สถาบันศาสนา กลุ่มธุรกิจ ก็รวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตในชุมชน
ในอดีตที่คนในชุมชนและประชาสังคมต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อชีวิตของตนเองนั้น กิจกรรมสาธารณะเกือบทุกประเภทจะสำเร็จได้ก็เพราะทุกคนในชุมชนได้มีส่วนร่วมลงมือทำการได้ทำงานร่วมกันนั้นได้สร้างวัฒนธรรมของการเอื้ออาทรและวัฒนธรรมของการแบ่งปันให้เกิดขึ้นในชุมชนซึ่งเป็นสายสัมพันธ์ที่สำคัญที่ทำให้ทุกคน “อยู่ร่วม" และ "อยู่รอด" ได้